ไป-สอบ-IELTS

วันที่5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานี้ เพิ่งไปสอบIELTS แบบUKVI ที่กรุงเทพมา(บ้านอยู่เชียงใหม่)

ค่าสอบอันนี้ 9860 ค่ะ สาหัสจริงๆ คิดอยู่นานมากก่อนสมัคร

สถานที่สอบก็อยู่ที่โรงแรม Landmark ชั้น 9 เวลาก็เริ่มประมาณ 8:00 น.

เป็นการสอบแบบ paper ช่วงเช้า เสร็จประมาณ 12:15 แล้วก็รอบบ่ายเป็น speaking ประมาณ 15 นาที

รอบเช้า

ก่อนสอบ

ไปโดย BTSค่ะ ลงสถานีนานาเดินไปอีกนิดก็ถึง เข้าไปนี่บรรยากาศกดดันมาาากกก

ทุกคนจะนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบ อยู่หน้าทางเข้า เราคือไม่ได้เตรียมอะไรไปเลยค่ะ 55555

20161105_074248

ตอนเข้าสอบ

เขาจะให้เข้าได้แต่ตัว(กับหัว…ใจ) กับขวดน้ำ แล้วก็เอกสารยืนยันตัวที่ใช้ตอนสมัครสอบ

ขวดน้ำต้องลอกฉลากออกนะคะ เป็นขวดใสๆ(มีตรวจฝาด้วย)

(อ้อ กระเป๋าเขามีให้ฝากนะคะก่อนเข้าห้องสอบ เอาไปด้วยได้)

แล้วก็ห้ามลืม สำเนาเอกสารยืนยันตัวเด็ดขาด ไม่งั้นไปถ่ายที่นั่นใบละ 70 บาทเลยทีเดียว

ความเข้มนี่เหมือนตรวจตอนboarding ขึ้นเครื่องเลยค่ะ มีตรวจคลำตามตัว และมีถ่ายรูปยืนยันตัวด้วย

ส่วนห้องน้ำ ให้เข้าก่อน เข้าบริเวณสอบค่ะ เมื่อเข้าห้องไปแล้วจะเข้าห้องน้ำไม่ได้

ก่อนวันสอบจะมีเมลแจ้งรหัส candidate ค่ะจำมาด้วยก็ได้ แต่วันจริงก็จะมีแจ้งอีกที

หลักๆก็มีเท่านี้ค่ะ ส่วนเครื่องเขียนเขามีให้ค่ะ เป็นดินสอกับยางลบ ไม่ต้องเอาไปเองนะคะ

เริ่มด้วย listening

มีด้วยกัน 4 พาร์ทค่ะอาจจะจำไม่ค่อยได้แล้ว(เขียนหลังสอบมา 1 อาทิตย์กว่าแล้ว แหะๆ)

พาร์ท1:เป็นโทรศัพท์เพื่อขอสมัครเป็นอาสาสมัครค่ะ จะมีการกรอกข้อมูล เราก็ฟังแล้วก็กรอกตามที่่ได้ยิน

เสียงที่ได้ยินนี้เสียงแบบเดียวกันกับในเล่มแบบฝึกหัด IELTS ของ Cambridge เลย

พาร์ท2: เราหลุดเยอะมากกกกกค่ะ เป็นอาจารย์คุยกับ นศ.เรื่องละครเวที คุยเรื่องการจัดเวที เพลง ไฟอะไรแบบนี้ มีเลือกช้อยส์ กับเติมตำแหน่งบนเวทีว่าอะไรอยู่ตรงไหน

(หลุดช้อยส์เยอะมาก หายนะสุดๆ…)

พาร์ท3:เป็นวิทยากร น่าจะในวิทยุมั้งคะจำไม่ค่อยได้ เรื่องข้อควรระวังในการป้องกันเพลิงไหม้ค่ะ มีให้เลือกแบบว่า “สองข้อไหนที่ผู้พูดบอกว่า เป็นสิ่งที่คนคิดไม่ถึงที่จะทำให้เกิดเพลิงไหม้”

ลาก่อยเช่นกันค่ะ เขาพูดถึงทุกอัน แต่ฟังไม่ทันเลยว่าอันไหนคนคิดไม่ถึง ฮือ…

พาร์ท4: เป็นเลคเชอร์เกี่ยวกับโรคSynesthesia เป็นโรคที่จะเห็นสีเมื่อเห็นตัวหนังสือค่ะ

เป็นเติมคำกับกากบาท พาร์ทนี้ไม่ยากไม่ง่าย ไม่หายนะเท่า 2-3

หายนะของจริงที่ Reading

บอกเลยค่ะว่าไม่ทันไป 1/3 ไปฝึกอ่านไวกันมาดีๆนะ ( ; _ ; )

มีด้วยกันสามเรื่อง เรื่องละ 1 หน้าครึ่งค่ะ

เรื่องแรก เป็นเรื่องการหัวเราะ ในคน เทียบกับลิง และ ในprimates เที่ยบกับสัตว์อื่น

มีTrue False Notgiven มาให้ทำ โฮฮ และก็มีน่าจะเติมคำค่ะ

เรื่องที่2 เป็นการสำรวจทะเลสาบที่เกิดจากดาวหางพุ่งชน และมีกลุ่มวิจัยไปออกเรือ และนำตะกอนมาศึกษาและศึกษาโครงสร้างของทะเลสาบ

มีพูดถึงตั้งแต่เวลาเดินเรือ ชื่อเรือ เวลาเดินทาง(ซึ่งหลอกล่อเวลา) วิธีวิเคราะห์ เครื่องมือวิเคราะห์ ปัญหาระหว่างวิจัย หลังวิจัย ฯลฯ

รายละเอียดเยอะมากๆค่ะอันนี้ มีถามเติมคำ(รวมถึงพวกเวลาเดินทาง) และdiagram ให้เติมคำลงไป

อันนี้เราไม่ทันค่ะ เต็มๆเลย

เรื่องที่3 เป็นเรื่องความขมในอาหาร กล่าวถึงเกรฟฟรุ๊ตที่มีรสขม ประโยชน์ของอาหารพวกที่มีรสขม สารที่ทำให้เราไม่รับรู้ถึงรสขม การทดลองของสารนี้ จนไปถึงโครงสร้างของลิ้น และต้อมรับรส ประโยชน์ของสารลดความขมนี้ ฯลฯ

อันนี้ง่ายกว่าเรื่อง นิดหน่อยค่ะ แต่ก็ไม่ทันแล้ว เพราะมัวเอาเวลาไปอ่านเรื่องสองหมด แงงง

writing ที่งงๆ

ทำเต็มเวลาเลยค่ะ เลยไม่ได้เช็ค มีเวลา 60 นาที

Task 1 : เป็นกราฟเส้น เป็นระยะเวลาในการผลิตรถต่อคันของ 4 บริษัทในอเมริกาในหลายๆปี

Task 2 : เป็นการเขียนความเห็น ว่า “คนบางคนบอกว่าอยู่ในเมืองใหญ่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่บางคนก็บอกว่ายากขึ้น ให้เขียนความเห็นว่าเราคิดอย่างไร”

****

ภาคเช้าก็ประมาณนี้ค่ะ เราจำอะไรได้ไม่เยอะ เพราะลนมากและทำไม่ได้เยอะมากๆจริงๆ

ที่จำได้คือรางๆมากๆ จำได้แต่คอนเซปใหญ่ๆ หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ด้วยค่ะ

***

รอบบ่าย

หลังสอบภาคเข้าจบ ที่โต๊ะจะมีเวลาสอบspeaking มาค่ะ ให้เรามาก่อนเวลา 30-45นาที

เพื่อฝากกระเป๋า ลงทะเบียนและถ่ายรูป

ที่landmark เดินไป ข้ามสะพานลอย แล้วเดินไปอีกนิดจะมีแมคโดนัล

 ไปกินข้าวตรงนั้นได้

speaking (……)

พอคิวห้องได้ เจ้าหน้าที่จะนำเราไปที่ห้อง อาจจะก่อนเวลาได้ถ้าเรามารอ

แล้วคนก่อนหน้าเราเข้าไปสอบก่อน

การสอบจะมีอัดเสียงไว้ค่ะ คนที่สอบเราเขาจะแบบเหมือนจดอะไรไว้เรื่อยๆ

(คิดว่าน่าจะจดตอนเราพูดผิดอ่ะ …อันนี้รู้ตัวเอง)

1

เริ่มจากการแนะนำตัวปกติ เราจะไม่ได้พูดยาาววววอะไร ก็คือถามตอบค่ะ มาแบบสั้นๆ

อย่างเช่น ชื่ออะไร มาจากไหน ทำงานอะไร

ตอนเด็กๆชอบอ่านหนังสืออะไร ทำไมถึงชอบ อ่านEbookบ้างไหม

อธิบายลักษณะบ้าน มองออกจากหน้าต่างเห็นอะไรบ้าง

2

จากนั้นเขาจะให้หัวข้อแล้วพูดเดี่ยว 2นาที เราได้เรื่องหนังที่ชอบค่ะ

คำถามที่ต้องตอบคือ หนังเรื่องอะไร ดูเมื่อไหร่ที่ไหน เรื่องเป็นยังไง(อันนี้ยาก) ทำไมถึงชอบ

….บอกไม่ได้จริงๆค่ะว่าดีหรือแย่ สำหรับตัวเอง แต่เป็นสองนาทีที่ยาวเท่าชีวิตจริงๆ…..

3

สุดท้ายเป็น discuss ค่ะ เรื่องหนังนี่แหละ แบบ คนไทยชอบดูหนังอะไร ทำไมถึงคิดแบบนั้น

ทำไมคนชอบดูหนังขาวดำ เพราะอะไร(อันนี้เงียบเลย ตอบไม่ได้ ไปไม่เป็น)

เด็กชอบดูหนังอะไร ผู้ใหญ่ล่ะ ควรจำกัดอะไรให้เด็กดูไหม ความรุนแรงในหนังต่อคนที่มาดูและต่อเด็ก

****

หมดแล้วค่ะ จากนี้ก็กลับบ้านไปกินบุฟเฟต์ย้อมใจยาวววววววววววว

เฮือกกกกกกกกกกกกก โฮๆๆๆ

แค่นึกถึงวันนั้นก็ทุกข์แล้วค่ะ อย่าถามเลยว่าได้หรือเปล่า

คะแนนยังไม่ออกอ่ะตอนนี้ ออกวันที่ 18 บ่ายๆ

กำลังลุ้นอยู่ แต่คิดว่าน่าจะได้สอบใหม่ 55555555555

ไว้จะมาอัพเดทใหม่ หวังว่าอันนี้อาจจะเป็นประโยชน์กับใครก็ได้ที่ผ่านมานะคะ

ถ้ามีเรื่องคุยเรื่องสอบก็ทางบลอคนี้ ทางทวิต @aupairlin (แต่ช่วงนี้ล็อคๆอยู่ เจอสแปม)ได่ค่ะ

หวังว่าช่วยได้บ้างนะคะ

[Life log] เมื่อคิดอยากเรียนต่อ part1

เดือนนี้ก็เดือนที่7 ที่ทำงานมาแล้วค่ะ….. แต่ก็ตั้งแต่เริ่มทำงาน ที่บ้านก็เริ่มทักเรื่องที่อยากให้เรียนต่อ

(เอาจริงๆเลยนะ แกก็ทักตั้งแต่ตอนเข้างานแล้วล่ะ ว่าอยากส่งให้ไปเรียน

แต่เรายังสนุกกับงานมากๆจนรู้ตัวอีกทีมันจะเข้าเดือนที่8ไปแล้วววว)

มารู้ตัวอีกที่ อ่าวว นี่จะไม่ทันแล้วรึเปล่าเนี่ย เวลากระชั้นเข้ามาแล้ว

เมื่อวานเลยเข้าไปคุยกับเอเจนซี่ เพื่อปรึกษาเรื่องเรียนต่อ จึงได้แปลนคร่าวๆมาแบบนี้

plan

เรื่องพาสปอร์ตนี่ ของเราหมดปีหน้าค่ะ ซึ่งคือปีหน้าเราต้องไปทำใหม่

ส่วนสิ่งที่ต้องการก็จะมี

1.Transcript, Certificate อันนี้ยังไงถ้าเรียนจบมาจริงก็จะมีอยู่แล้ว ไม่ค่อยห่วงอะไร

2.IELTS อันนี้สำคัญและตัวลำบากเล้ยยยย ม.ที่เราอยากเข้าต้องการ 6.5 overall 6.0 ค่ะ

   ทำใจและลงเรียนภาษาซะดีๆ

3.Recommendation letters 2-3 ฉบับ ต้องไปขอจากอาจารย์กับที่ทำงาน อันนี้ก็ลำบากใจเล็กน้อย

4.SOP (Statement of Purpose) 1-2 A4 เขียนแนะนำตัวเอง,ทำไมถึงอยากเรียน

5.CV นี่ก็เพิ่งรู้เนี่ยว่าต้องมี แย่จริง นอกจากสมัครงาน ตอนเรียนก็ต้องมี CV ด้วยหรอ 5555 อันนี้สำคัญค่ะ คงต้องบรรจงทำ

6.Passport อายุควรเหลือ1-2ปี —-อันนี้ต้องไปต่อใหม่แน่นอล

ส่วนมหาลัยก็มีหลักๆที่อยากเข้าอยู่1 ที่ แต่คุยกับเอเจนซี่แล้วอาจจะส่งไป3ที่เพื่อสำรอง

แต่ละที่ก็จะเป็นที่ที่คิดว่าโอเคและอาจจะได้เข้าเรียน

ส่วนความก้าวหน้าเดือนนี้ก็คงเป็นการเรียนภาษา เดี๋ยวคงเป็นพาร์ทต่อไปว่าคิดว่าจะทำอะไรบ้าง

ไปComiketยังไงดีนะ?

20150814_2

สวัสดีค่ะ

จากวันที่14-16 สิงหาคมที่ผ่านมา เราได้ไปคอมิเกะครั้งที่88 (C88) ที่ญี่ปุ่นมาแบบที่ว่าทั้งฉายเดี่ยว ทั้งไปแบบไม่รู้ภาษา

จึงอยากจะมาแบ่งปันประสบการณ์กัน

 20150810

(เตรียมตัวก่อนมา)

1.เราไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นค่ะ รู้แค่คำพื้นฐานแค่ขอบคุณ ขอโทษทำนองนี้เท่านั้น555+

นอกนั้นเราหาศัพท์บางคำแล้วท่อง/ลอกเขียนไป (คำไหนคิดว่าต้องได้ใช้แน่ๆ ปริ้นออกมาเลยก็ได้ค่ะ)

2.เป็นคนที่หลงทางง่ายดายมาก (ซึ่งไปหลงทางวันแรกมาแล้ว)

3.จะเขียนตามความเข้าใจของเรานะคะ ซึ่งหากมีผู้รู้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมได้จะแก้ให้ค่า

….พูดถึงฤดูร้อนของญี่ปุ่น

-ร้อนมากกกกกกกก!!เสมอไทยหรือมากกว่าเลยทีเดียว เป็นแวมไพร์นี่ตายตั้งแต่ก้าวออกจากห้อง

ร้อนแดดแรงด้วยค่ะหากไม่มีฝน อาจจะเพราะติดทะเล เราไปต่อคิวคอมิเกะมานี่ผิวเปลี่ยนสีเลยทีเดียว เศร้า

-คนญี่ปุ่นไม่ค่อยกางร่มบังแดด.. อันนี้สังเกตเอาค่ะ น้อยคนมากที่จะกางร่มบังแดด

ส่วนมากถ้าต่อคิวกลางแดดเขาจะเอาผ้าคลุมหัวเพื่อบังแดด

-เช็คพยากรณ์อากาศก่อนจะเดินทางด้วยนะคะ วันที่ฝนตกจะได้พกร่มออกมาด้วย

….เตรียมอะไรไปดีนะ(สำหรับหน้าร้อน)

พัด(ช่วยชีวิตมาก)+ร่ม+เสื้อกันฝน(เผื่อ)+ผ้าขนหนู(ไว้ซับเหงื่อ/คลุมหัว,ตัวเพื่อกันแดด)+น้ำ(ใกล้ๆคิวมีขายค่ะแต่จะพกไปก็ได้)

ยาดม(เผื่อ)+ผ้าเย็น(เห็นบางคนใช้แผ่นลดไข้)+ของกินเล็กๆน้อย(เหมือนข้าวงี้จะห้ามกินในแถวนะคะ)+ของแก้เบื่อ+ผ้ารองนั่ง/เก้าอี้สนามอันเล็กๆ+ครีมกันแดด

daiso

(ไดโซมีขายค่ะแบบนี้)

….เข้าคิวเช้า

งาน Comiket นั้นเปิดงาน10โมงค่ะ (ถ้าเข้าคิวอยู่ตอนนั้นจะมีเสียงปรบมือ แปะๆๆๆ)

แต่! ถ้าจะไป10โมง แล้วโดจินหรือของที่ต้องการซื้อเป็นเซอร์เคิลดังๆหรือคนเล็งเยอะนี่ผิดถนัดค่ะ

ต้องเช้ากว่านั้น!

วันแรกเรามาถึง Tokyo big sight(สถานที่จัดงาน) ตอน 6.30น. คิวก็มหาศาลแล้ว(ฮือ) หลังงานเปิด 1-2ชม.

เริ่มมีประกาศของหมดกันแล้ว เพื่อนที่เรียนที่ญี่ปุ่นบอกว่ามาเวลานี้ก็ถือว่าสายแล้วแงง

อยากซื้อของที่คนต้องการมาก= มาให้เช้าที่สุด (แล้วอย่าเดินเข้าแถวผิด ..เหมือนเรานะคะ555ต้องเข้าคิวใหม่)

(JR รถไฟเที่ยวแรก 4.45น.ค่ะ)

….มางานยังไง

train2

แต่ละคนพักกันคนละที่เอาเป็นว่าเราตัดสินใจไปทางรถไฟสาย Yurikamome ซึ่งขึ้นจากสถานี Shimbashi (ใครหาไม่เจอดูในJR สาย Yamanote ได้ค่ะ)

Shinbashi station —Yurikamome line—>ลงสถานี Kokusai tenjijo seimon

(ประมาณ312เยนมั้งคะต่อเที่ยว)

แต่เหมือนจะไปได้อีกทางนึงทางรถไฟสาย Rinkai (น่าจะเปลี่ยนจากJR เป็นเมโทร…อันนี้เราไม่ได้นั่งค่ะ)

Osaki station —Rinkai line—>ลงสถานี Kokusai tenjijo seimon

สามารถใช้google map หาroute รถไฟเอาได้ค่า

….จำไว้จะช่วยได้เยอะเลย

1. Hallงานมี2ส่วนใหญ่ๆค่ะ แบ่งเป็นต.ตก และต.ออก

ให้จำ2ตัวนี้ไว้ให้ขึ้นใจ …จริงๆเค้ามีอังกฤษกำกับแต่จำไว้ไม่เสียหลายค่ะ มันช่วยได้เวลารีบๆ

(ตะวันตก West 西)

(ตะวันออก East 東)

2. Saigobi ไซโกบิแปลว่าหางแถวค่ะ

(__ตัวเลข___+kai แปลว่าชั้น เช่น yonkai kokodasuka? นี่ชั้น4ใช่มั้ย /ชี้ไปที่แถว)

ปกติถ้าคิวยาวๆจะมีคนถือป้ายหางแถว แต่หางแถวนั้นอาจจะเป็นการแบ่งแถวออกมาอีกทีนึง

c4

ต้องถามก่อนว่านี่หางแถวรึเปล่า

Saigobi koko desuka? (เราท่องก่อนวันไป ได้ใช้ด้วย)

หรือถ้าบูทออฟืเชี่ยล จะมีสต๊าฟคอยตะโกนบอกค่ะ ว่านี่เป็นหางแถว ตะโกนไซโกบิๆนี่เลย

3. เข้าคิวตอนเช้าอยู่ริมแถวจะสบาย ไม่ต้องไปแย่งอากาศหายใจกลางแถวค่ะ

4. วางแผนวิ่งบูท/เซอร์ต่างๆไว้ให้ดีค่ะ อย่าไปงมทางเอาในงานเลยค่ะ

(ตัวอย่างผังแมพ) ในส่วนเซอร์เคิล ตามเสาจะมีบอกผัง+จุดที่เราอยู่ค่ะ มองหาเสาไว้

….ออกจากสถานีแล้วทำไงต่อ

c1

 

ออกจากสถานีจะมีสต๊าฟงานคอยตะโกนบอกค่ะ ว่าจะไปฮอลต.ออกหรือต.ตก ป้ายหน้าสถานีจะมีภาษาอังกฤษบอกค่ะ ง่ายหน่อย

พอแยกตามทางแล้วสิ่งที่ทำคือเดินตามคนไปจนถึงหางแถวที่เขาไปต่อกันเลยค่ะ (เราไป3วัน ไปคนละเวลาทางไม่เหมือนกันซักวัน)

พอถึงหางแถวแล้วก็ยืนรอซักพัก แล้วสต๊าฟก็จะให้นั่งรอค่ะ

บางคนก็จะปักแลนด์มาร์คไว้เช่นผ้ารองนั่งหรือเก้าอี้ แล้วก็ออกแถวไปหาอะไรกิน (แต่ต้องออกก่อนเคลื่อนแถวนะคะ แถวจะเคลื่อนประมาณ 9.30น.) จากนั้นก็เดินตามๆแถวไปเลยค่า

20150814_3

….สำหรับฮอลตะวันตก

20150814_1

ป้ายทางไปดาดฟ้า(หลังขึ้นบันได)

หลังจากที่เดินถึงหน้าตึก Tokyo big sight แล้ว(ขึ้นบันไดไปแล้ว) จะต้องยืนรอคิวเข้าฮอล จะมีทางแยกคือ

ฮอลต.ตกจะแบ่งเป็น3ส่วนค่ะ

1. Hall1 2.Hall2 (ขึ้นบันไดแล้วแยกไปทางเดียวกัน)

3.ดาดฟ้า หรือcorperate booth(บูทออฟิเชี่ยลนั่นเอง)(แยกไปอีกทางหลังขึ้นบันไดหน้าตึกแล้ว)

ทางแต่ละส่วนนั้นเมื่อแยกไปแล้ว จะต้องไปเข้าคิวของแต่ละส่วนอีกที

พอเข้าไปได้แล้ว ต้องไปต่อคิวของแต่ละบูทอีก(เว้นเซอร์เคิลบางอัน อาจไม่ต้องต่อคิว)

แต่บูทออฟฟิเชี่ยลรับประกันความโหดค่าาาา

…สรุปคิวใหญ่ๆสำหรับคนที่จะไปบูทออฟฟิเชี่ยล(ที่วงเล็บคืออาจจะมี/ไม่มีก็ได้ค่ะ)

คิวใหญ่รอเข้างาน-(คิวหน้าตึก)-(คิวรอขึ้นดาดฟ้า)-คิวบนดาดฟ้า(ร้อนมาก!!)-คิวแต่ละบูท(อาจจะมีแบ่งคิวออก

มา)

…เคล็ดในการเดินบูทออฟฟิเชี่ยลคือ


c2

 

– ให้จำหมายเลขบูทไว้ค่ะ

– เป็นไปได้ให้จำตัวญี่ปุ่นของออฟิเชี่ยลไว้ก็ดีค่ะ

-เห็นป้ายที่เขียนเลขหรือชื่อบูทที่เราต้องการ ให้’เลี้ยวเข้า’ ห้ามเดินผ่าตามทางเดินนะตะ(เราพลาด เดินผ่านไป)

-ถ้าไม่มั่นใจ ไปถามสต๊าฟที่ถือป้าย ว่านี่ท้ายแถวมั้ยแบบ saigobi kokodesuka?

ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเค้าตอบอะไรค่ะ ดูภาษากายเอา ถ้าใช่ก็ต่อเลย ถ้าไม่ใช่ก็ดูว่าคนไปทางไหนกัน

หรือถามสต๊าฟ(ใช้อังกฤษ/google translate)

(คือบางทีมันจะมีการแบ่งหัวแถวจากคิวหลักออกมาเพื่อต่อซื้อของค่ะ ไปต่อมั่วๆจะโดนไล่ออกจากแถวนะ555)

c3

…ข้อมูลอื่นๆ

วันที่1    หลักๆน่าจะเป็นเกมค่ะ(ไม่ค่อยได้เดิน วันนั้นเหนื่อยมากกกกกก ผิดหวังด้วย ของหมด)

วันที่2    เป็นวันของผู้หญิง เรียกงี้แล้วกัน มีเซอร์โชโจ มีวาย

วันนี้เดินสบายๆค่ะสำหรับเซอร์(ไม่ได้หมายความว่าสบายจริงๆนะคะ คือมันสบายกว่าอีก2วัน…)

วันที่3    เป็นวันนรกของเราค่ะ เป็นวันของผู้ชาย โฮๆๆๆ ผู้ชายเยอะมากหายใจไม่ออกกกก

จริงๆมีส่วนของคอสเพลกับอิลัสจะขายเยอะนะคะวันนี้

สำหรับวันที่3 ที่เราไปมา โซนตะวันตกเดินง่ายค่ะ อิลัสขายเยอะ ช็อปสนุกมาก

แต่!!

ถ้าไม่ได้มาเพื่อโซนคอสเพล หรือการ์ตูนเฮนไตหรือโมเอะที่ผู้ชายมักเสพกัน(เราเรียกไม่ถูก ขอโทษด้วยนะคะ)

….ไม่ต้องไปโซนฮอลตะวันออกก็ได้ค่ะ ไปมานี่เกือบตาย เลวร้ายกว่าขึ้นรถไฟช่วงRush hourที่ญี่ปุ่น

โดนผลัก/อัดแรงมาก หายใจไม่ออก โฮๆ

จริงๆถ้ามาซื้อโดก็ดูว่าเขามาวันที่เท่าไหร่ฮอลไหน บูทเลขอะไรก็ได้แล้วค่า

20150816_1

(อันนี้โซนeastค่ะ เราเพิ่งเดิน(โดนผลักTT)ออกมาจากแถวบูทที่เป็นคอสเพล คือจะมาหาบูทคุณบิลลี่ ได้เห็นแต่หน้าจริงๆ ไม่ทันได้ชักภาพ/ซื้อรูปก็โดนผลักไหลออกมาแล้ว โหดร้ายมาก แงงงง)

20150816_3

20150816_2

(สองภาพนี้คือออกมาถ่ายนอกฮอลแล้วค่ะ ยอมแพ้ ดูคนข้างในสิคะ!!)

หลักๆก็มีเพียงแค่นี้แหละค่า ส่วนใหญ่เราพิมพ์ตอนอยู่คนเครื่องขากลับอาจจะมีพิมพ์ผิดไปบ้าง บอกได้นะคะ

ใครมีข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากรู้เรื่องอื่นๆ(ถ้าเราตอบได้) ถามมาได้เลยค่ะ

ทวิตเตอร์ @Aupairlin (ฟลัดหนักมาก TT)

เพจ https://www.facebook.com/aupairlin17

(ปกติเราไปนี่ก็ฉายเดี่ยวซะส่วนมากค่ะ มันจะดีมากจริงๆถ้ามีเพื่อนไปด้วยกัน)

เครติดอื่นๆ

บลอคที่เราหาข้อมูลก่อนไปงาน http://otatour.blogspot.com/2014/12/go-to-comiket.html

ภาพเก้าอี้ http://m.itruemart.com/products/detail/-2125715356501.html

[Review] LOREAL color riche สีทอง

สวัสดีค่า

วันนี้จะมารีวิวของอีกอย่างนึงที่ใช้แล้วดี๊ดี นั่นก็คือ

ลิปสติกLOREAL color riche รุ่นสีทอง

ฉลากเค้าเขียนว่า Sumptous color , continuous moisture คงแนวแบบว่า สีชัดเจนแล้วก็ให้ความชุ่มชื้น

สีนี้สี Dewy beige ค่ะ

 1.พูดถึงสี ♥♥♥♥♥

– สีสวยมากกกกกกกกกกกกกกกค่ะ หยิบมาทาได้แบบไม่ต้องคิดเลย คือปาดยังไงก็สวย ไม่ต้องใช้กระจก

สีไม่เปลี่ยนหลังทา!

….แน่ะ Revlon กับ Cutepress บางตัวมีปัญหานี้ด้วยนะคะ ปัญหาใหญ่ด้วย

2.เนื้อสัมผัส ♥♥♥♥♥

– ไม่แมทนะคะ เป็นเนื้อแบบmoisturize มีความวาวๆหน่อยแต่ไม่มาก

รู้สึกว่าเนื้อมันเบาๆ ไม่รู้สึกเหมือนมีอะไรมากองบนปากตลอดเวลา ดีงาม♥

3.ติดทน ♥♥♥

– ไม่ทนมากค่ะ….แต่ก็ทนระดับนึงนะ ไม่น่าเกลียด

ต้องเติมหลังกินข้าวอะไรงี้อยู่ดี แต่เติมง่าย ไม่เป็นคราบ

(แต่ปกติใช้ลิปตัวอื่น แม้แต่ตัวแมคเองหลังกินข้าวก็ต้องเติมอยู่ดีค่ะ …. แต่ลิปที่แพงกว่าขั้นนั้นยังไม่เคยลอง)

แนะนำว่าถ้าอยากลองแบบชัดๆมันจะมีอีกรุ่นค่ะ เป็นรุ่นสีเงิน เนื้อแมท เค้าบอกว่าติดทนมากๆเลย

4.ความชุ่มชื้น ♥♥♥♥

– ชุ่มชื้นดีค่า ไม่ต้องโบกลิปมันเยอะมากก่อนทา(ปกติใช้นี่ทาตัวนี้เดี่ยวๆเลย)

5.Pigmented ♥♥♥♥

-สีปาดไปทีเดียวอยู่ค่ะ ถือว่าชัดเจน เนื้อดีมากกกกก รัก

ส่วนผสมถ่ายมาให้ดูแล้วนะคะ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของสี กับเนื้อของลิปมากกว่าล่ะมั้งหนิ

image

รวมๆแล้วยังนึกไม่ออก แต่ลิปสติกที่เคยใช้มาเจ้าตัวนี้โค่นหมดจริงๆค่ะ

หลังๆไม่ค่อยชอบใช้เนื้อแมทเท่าไหร่แล้ว

เพราะบางทีมันเติมยาก(ต้องไปยืนเล็งกับกระจก) แห้ง หนักๆปากพิกลๆ บางตัวเป็นคราบด้วย

ตัวนี้ที่เราเติมคือเติมเหมือนเวลาเราทาลิปมันเลยค่ะ ปาดๆเสร็จ มั่นใจว่าออกมาดีชัวร์ๆ

มันชนะตัวอื่นๆเพราะราคา+สี = ดูแพงในราคากลางๆ ซื้อหลายสีได้ไม่เสียดายมาก

ราคาในวัตสัน 399 บ.(400นั่นแหละ)

แนะนำว่าให้รอลดราคาค่อยสอยค่ะ แท่งนี้เราสอยมา 299 บ. ลดไปตั้งร้อยนึงแน่ะ

image

ดู swatch ตามรูปเลยค่ะ ขุยๆนั่นคือขนที่แขนนะ

เนื้อมันจะวาวๆหน่อย ลื่นๆ

เค้าบอกว่าถ้าทาแรงๆมันจะหักง่ายด้วยนะ แต่ของเรายังไม่หัก

คราวก่อนซื้อมา3แท่ง (แต่ซื้อสีนี้ซ้ำมา2แท่ง) แฮ่ๆๆๆ ไม่รู้กี่ชาติจะใช้หมด

image

คะแนนตัวนี้ให้ไปก่อนเลย 4.5/5 ค่ะ

หักนิดตรงติดไม่ทนมาก แล้วก็เผื่อในอนาคนจะเจอสิ่งที่ดีกว่า

***

ต่อไป

เพิ่งเจอไปอีกอันของ Cutepress ค่ะ เนื้อแนวๆนี้แต่ชุ่มชื้นและวาวกว่านิดหน่อยค่ะ

ติดรีวิวไว้ตอนต่อๆไปเด้อ

#สุ่มหาของกิน Brookside Darkchoc

วันก่อนไปหยิบสุ่มขนมที่ริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ตตามเดิม(ที่ประจำ)
คิดว่ามันน่าอร่อยดีเลยหยิบมา

แถ่น แท้นนนนนนน~

image

ราคา85บ.ถ้วน มี85กรัม (กรัมละบาทอ่ะดิ่)

ชื่อเต็มคือ Brookeside(ชื่อยี่ห้อก่อนนะจ๊ะ ทีละอย่าง)
Dark chocolate pomegranate and fruit flavors
(มีนมผง/เลซิตินจากถั่วเหลืองนะคะ สำหรับคนที่แพ้)

ผลิตจากเฮอร์ชี่ แคนาดา แหมะะ ดูมีภาษี~

ตอนกินไปครั้งแรกรู้สึกแหม่งๆ เพราะมันขม
….ก็ดาร์คช็อค(ตอนนั้นยังไม่ทันคิด)…
กินไปกินมาเอออร่อย ไปๆมาๆ
ซื้อมากินแล้ว5ซอง oTL!! คือยังไงเนี่ย

คือถ้ากินแล้วยังไม่กัดเลย ช็อคโกแล็ตมันจะละลายค่ะ เป็นดาร์คช็อคหวานปนขมนิดๆกำลังดี
เสร็จแล้วจะเจอเยลลี่สอดไส้ข้างในตัดรสหวานไม่ให้เลี่ยน จะออกรสเปรี้ยวหวานแบบเบอรรี่ๆ
กินด้วยกันนี่แหล่มมาก เยลลี่ข้างในหอมๆด้วยแหละ

ซื้อเบิ้ลๆหลายห่อนี่เพราะเยลลี่หลักๆเลยนะเนี่ย

อร่อย เสียตัง จน แฮปปี้!!

(มีห่อแดงรสทับทิม กับห่อน้ำเงินแบล็คเบอรรี่มั้งคะ อร่อยเหมือนกัน แต่เฮาชอบสีแดงมากกว่า)

#สุ่มหาของกิน ชาHoujicha (avance)

วันนี้ได้ชาโฮจิฉะมา
ยี่ห้อavance
เพราะเห็นรุ่นพี่คนหนึ่งในเฟสบุ๊คซื้อมากินเลยอยากลองบ้าง ^ q ^)9

image

เค้าบอกเป็นชาเขียวอบแห้ง
มี20ถุง ถุงแบบในภาพเลยจ้า ราคา110บ.
ซื้อจากริมปิงซุปเปอร์มาร์เกต
เป็นกล่องแล้วมีซิปล็อคปิดสะดวกดี(แพคเกจดีมาก ชอบๆ)

รสชาติ…ปรากฏว่าไม่ขมแฮะ! (ดูจากกล่องนี่คาดเดาความขมไว้ในใจ)
หอมนิดหน่อย รสจางๆ
หวานติดปลายลิ้น

ใครชอบชารสอ่อนๆน่าจะชอบ
แต่เฮาชอบขมๆฮื่อ

(แอบเฟลไปอีกอันสำหรับเรา)

[Review] Aesop Rosehip seed lip cream

จู่ๆก็อยากรีวิวอะไรเล็กๆน้อยๆอีกแล้วค๊าา

ครั้งนี้เป็นlip cream จริงๆก็ลิปมันนั่นแหละจ้า

เราเป็นผู้หญิงบ้าลิปมันมาก เห็นก็อดซื้อไม่ได้ ถามว่าใช้หมดมั้ย….ก็ไม่

เข้าเรื่องดีกว่า ตามชื่อค่า

ตัวนี้คือ Aesop Rosehip seed lip cream

รีวิวเห็นน้อยยยยยยเหลือเกิน

เห็นราคาในเว็บตั้ง 650บ.

image

แต่!!

ซื้อจริงๆ(ที่ญป.) ราคา1600¥ ….460กว่าบาทเอง

ดีแล้วไม่สั่งไป แม่ค้าฟันกำไรหนาเลยสิ

☆1.เนื้อสัมผัส

นึกถึงครีมทาผิวไว้นะคะ นั่นเลยค่าา ครีมๆเลย

ลมชื่อลิปครีม เห็นรูปร่างตอนแรกเกือบไม่กล้าทาปาก5555

ให้4/5 ละกัน ทาง่ายดี

image

☆2.ความชุ่มชื้น

ไม่เลยค่ะ ไม่ชุ่มชื้นเลย ปากแห้งอย่างไรก็อย่างนั้น เป็นขุยๆเหมือนเดิม

เอาไป1/5 พอ

☆3.กลิ่นและรส 

กลิ่นนี่น่าจะแนวตะไคร้ค่ะ

ส่วนรสชาติไม่อร่อยนะ

เห็นรีวิวแล้วนึกในใจว่าซื้อมาคงเสียดายตังใช่มั้ย

ก็หน่อยๆค่ะ แต่ก็ไม่แย่ไปหมดหรอก(มั้ง55555)

คาดว่าส่วนผสมน่าจะดีค่ะ ถึงแม้จะอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก

อาจจะช่วยให้ผิวหนังที่ริมฝีปากดีขึ้นก็ได้ มั้ง…..

ตอนนี้เพิ่งเริ่มๆใช้เองค่ะ ยังไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่

 

-ถ้าแนะนำlip creamที่ดี เราว่า DHCค่ะ เริ่ดๆ

-ถ้ามีสีหน่อยก็แนะนำ Dior lip glow(แต่แพงงง)

ไว้มีโอกาสจะแวะมารีวิวสองตัวนี้นะคะ

ตอนนี้ลาก่อนค่า

(พิมพ์ในมือถือ ตกหล่นๆช่วยแจ้งหน่อยนะคะ)
☆เจ้าของเดียวกันกับ Linking.exteen.comจ้า (ตามเครติดภาพน้า)